ประวัตินักศึกษาวิชาทหาร

Posted: กันยายน 8, 2011 in Uncategorized


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖

          พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ครองราชสมบัติ ๑๖ ปี (พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘) พระชนมายุ ๔๖ พรรษาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงค์ เสด็จพระราชสมภพ.. เมื่อวันเสาร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีพัชริน ทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนี พันปีหลวง ( สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ) ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสมเด็จพระบรมราชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนีตรัสเรียกว่า“ ลูกโต “ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดี .. เมื่อพระชนมายุได้ ๘ พรรษาและเมื่อพระชนมายุได้ ๑๑ พรรษาได้เสด็จไปศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ระหว่างประทับอยู่ที่แอสคอต ประเทศอังกฤษนั้นทางประเทศไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเข้าาฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามกุฎราชกุมาร. ได้สวรรคตเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาฯ สถาปนาสมเด็จ พระเจ้ามหาวิชราวุธขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมารแทน ทรงศึกษาวิชาการทหารบก..ที่โรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิส์ เมื่อทรง สำเร็จการศึกษาจากแซนด์เฮิสต์ แล้วได้ทรงเข้ารับราชการ ในกรมทหารราบเบาเดอรัม (Durham Light Infantry) ที่นอร์ธ แคมป์. (North Camp) ณ ออสเตอร์ชอต และได้เสด็จฯ ไปประจำหน่วยภูเขาที่ ๖ ค่ายฝึกทหารปืนใหญ่ที่โอกแฮมป์ตัน (Okehampton) ต่อมาอีกหนึ่งเดือนได้เสด็จฯ ไปศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮย์ท (School of Musketry of Hythe) ได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา ในด้านการทหารแล้ว ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และกฏหมายที่วิทยาลัยไครสต์ เชิร์ช (Christ Church) มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๔๒ ถึง พ.ศ.๒๔๔๔ ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้นได้ทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบ มีพระอาการมากต้องทรงรับการผ่าตัด ทันที พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์เรื่อง The War of the Polish Cuccession เสนอมหาวิทยาลัย

          ในด้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมของสโมสร พระองค์ท่านได้ทรงก่อตั้งสโมสรคอสโมโปลิตัน (Cosmopolitan Society) ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งชุมนุมนิสิต มีการบันเทิงด้วย การแลกเปลี่ยนกันอ่านคำตอบวิชาที่ศึกษาอยู่ นอกจากนี้ยังได้ทรงเข้าเป็นสมาชิกสโมสรบุลลิงตัน (Bullington Club)… สโมสรคาร์ดินัล (Cardinal Club) และสโมสรการขี่ม้าอีกด้วยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ เสด็จกลับประเทศไทยแล้ว ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งจเรทัพบก และทรงบัญชาการทหาร มหาดเล็กดำรงพระยศพลเอก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ก็ได้เสด็จเถลิงวัลยราชสมบัติสืบแทน ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดเป็น ๒ งาน คือ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เฉลิมพระราชมณเฑียร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๓ และงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔ พระมเหสีและพระราชธิดา

           พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีอภิเษกสมรสกับคุณเปรื่อง สุจริตกุล ..พระสนมเอกและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระสุจริตสุดา เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๔ ต่อมาได้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับคุณประไพ สุจริตกุล ผู้น้องเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๔ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระอินทราณี ต่อมาได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวรราชชายาเธอพระอินทรศักดิ์ศจพระบรมราชินี เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายนพ.ศ.๒๔๖๕ และเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจีพระวรราชชายา เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘ ส่วนพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีนั้นเดิมคือ เจ้าจอมสุวัทนา (คุณเครือแก้ว) ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๗ ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนา ขึ้นเป็นพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ได้ประสูติพระราชธิดาคือ……. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘.พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการศึกษาตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครอง ราชย์ จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลไว้เป็นอนุสรณ์

           พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริว่าวัดในประเทศไทยมีจำนวนมากอยู่แล้วและการสร้างวัดในสมัยก่อนนั้นจุดประสงค์ ประการหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นสถานศึกษาจึงสมควรสร้างสถานศึกษาขึ้นโดยตรงดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๕๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานที่ดินและ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นเป็นโรงเรียนในพระองค์โดยดำเนินการตามแบบโรงเรียนกินนอนชั้นดีของประเทศอังกฤษ มีการสอบและอบรมเด็กชายให้เป็นสุภาพบุรุษใช้ระบบให้นักเรียนปกครองกันเอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาเป็นโรงเรียน วชิราวุธวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ มีการศึกษาระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมปลายพ.ศ.๒๔๖๑ ได้ทรงพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้นเพื่อควบคุมการ ดำเนินงานการศึกษาของเอกชนให้มีประสิทธิภาพ พ.ศ.๒๔๖๔ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทยที่ ได้มีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาในระดับนี้มีสาระสำคัญคือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ ๗ ปีบริบูรณ์เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียน จนกระทั่งอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ ในด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยนับว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวได้ทรงวางรากฐานการศึกษาแผนใหม่ไว้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา

          ด้านการศาสนาได้ทรงอุปสมบท และประทับที่วัดบวรนิเวศ ๑ พรรษา โรงรอบรู้ในหลักพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ เกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้หลายเล่ม เช่น “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” และ “เทศนาเสือป่า” ซึ่งรวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาและศาสนาต่าง ๆ ที่ทรงบรรยาย แก่เสือป่าทุกวันเสาร์ ต่อจากการบรรยายเรื่องวิชาทหารในระหว่างวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๗ ถึง ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๘ เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงดำรง พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพบพระพุทธรูปโบราณองค์หนึ่งที่เมื่องศรีสัชนาลัยองค์พระชำรุดมาก แต่ส่วนอื่น ๆ ยังดีอยู่ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นและหล่อองค์พระขึ้นใหม่ มีขนาดสูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปอื่น ๆ ยังดีอยู่ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นและหล่อองค์ ์พระขึ้นใหม่ มีขนาดสูง ๑๒ ศอก ๔ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปยืน พระราชทานนามว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ศรีอินทราทิตย์ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราชปูชนียบพิตร ประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารโถงด้านหน้าของพระปฐมเจดีย์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘

           ด้านการเศรษฐกิจและการส่งเสริมสินค้าไทยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งคลังออมสินขึ้นเป็นเริ่มแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ เมษายนพ.ศ.๒๔๕๖ เพื่อฝึกให้ราษฎรรู้จักประหยัดเก็บสะสมทรัพย์และนำเงินไปฝากไว้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบันได้มีพัฒนาการขึ้นเพื่อเป็นธนาคาร ออมสิน เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ได้โปรดเกล้าฯ ห้เลิกการพนันบ่อนเบี้ยซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นพระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลว่าเมื่อ ประเทศชาติรุ่งเรืองขึ้นในภายหน้าจะต้องมีการก่อสร้างบ้านเรือนอาคารพาณิชย์และสถานที่ราชการตามแบบอารยประเทศจำเป็นต้องใช้ซิเมนต์เป็นจำนวน มากจึงทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๖ในด้านการส่งเสริมการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหัตถศิลปไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้จัดงานฤดูหนาวในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในบางปีได้จัดขึ้นที่สนามเสือป่า หรือสวนสราญรมย์ และท้ายที่สุดได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมงานแสดงสินค้าและผลิตผลในด้านอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๖๘

สวรรคต
           พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินอาหารขัดข้อง ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าทรง พระประชวรด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร มาตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ และสวรรคต ณ พระที่นั่งจักพรรดิพิมาน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๘ พระชนมพรรษาเป็นปีที่ ๔๖ เสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้ ๑๕ พรรษา

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร
 

          เรามีอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญ อยู่ทั่วประเทศ เป็นอนุสรณ์ของท่าน ผู้ได้ประกอบคุณงามความดี ให้แก่ชาติบ้านเมือง ในครั้งอดีต แต่รูปเหล่านั้นเป็นรูปของ ผู้ใหญ่ทั้งสิ้น อนุสาวรีย์ยุวชนทหารท่านางสังข์ ชุมพร น่าจะเป็นอนุสาวรีย์แรก ที่ประกาศคุณงามความดี ของเด็กนักเรียน

          เหตุใดจึงสร้างอนุสาวรีย์ ของยุวชนทหาร ซึ่งเป็นเด็กนักเรียน ? เรื่องนี้เราคงยังไม่ลืมเหตุการณ์ ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ กองทัพอันเกรียงไกรของญี่ปุ่น โถมขึ้นประเทศไทย ทางหัวเมืองชายทะเล ลูกหลานไทยตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึงปัตตานี ต่างจับอาวุธเข้าต่อตีญี่ปุ่น อย่างดุเดือด สามารถหยุดกองทัพญี่ปุ่น ไว้กับที่ได้ จนรัฐบาลอนุญาตให้ญี่ปุ่น เดินทัพผ่านไปทำศึกในพม่าและมาลายู การรบจึงยุติลง

           ที่จังหวัดชุมพร มีการสู้รบอย่างหนักหน่วงที่สะพานท่านางสังข์ และที่วัดท่ายางใต้ ซึ่งอยู่ในตำบลท่ายาง อำเภอเมืองชุมพร นอกจากตำรวจทหารแล้ว เรายังมียุวชนทหาร ซึ่งเป็นนักเรียน โรงเรียนศรียาภัย เข้าสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ กับผู้ใหญ่ทั้งหลายอีกด้วย การสร้างอนุสาวรีย์ จึงสร้างเป็นรูปยุวชนทหาร เพื่อเน้นเป็นพิเศษ ให้เห็นวีรกรรมของเด็ก

           สงครามโลกยุติลงแล้ว วีรกรรมของลูกหลานไทย ที่สะพานท่านางสังข์ และวัดยางใต้ ค่อยๆเลือนออกจาก ความทรงจำของผู้คนรุ่นใหม่ หรือคนเพิ่งอพยพ เข้ามาอยู่ใหม่ไม่ทราบ หรือไม่สนใจที่ทราบเรื่องนี้ เวลาล่วงมาอีก๓๐ ปี เช้าวันหนึ่งชายสูงอายุผู้หนึ่ง มายืนดูเจดีย์เล็ก ๆ ที่ริมสะพานท่านางสังข์ ด้วยกริยาอันเศร้าซึม ชายผู้นั้นแขนขวาขาดเหนือข้อศอก ท่านคือ ร้อยโท สำราญ ควรพันธ์ ซึ่งเมื่อ วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ มียศเพียง สิบเอก ร่วมกับร้อยเอก ถวิล นิยมเสน (ยศในครั้งนั้น) คุมกำลังยุวชนทหาร โรงเรียนศรียาภัย เข้าห้ำหั่นกับทหารญี่ปุ่น ที่เชิงสะพานท่านางสังข์ พอร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ถูกกระสุนปืนข้าศึก ถึงแก่ความตาย สิบเอก สำราญ ควรพันธ์ ผู้นี้ได้อำนวยการรบ แทนผู้บังคับหน่วย จนตนเองถูกกระสุนข้าศึก กระดูกแขนขวาแตกละเอียด แต่ยังกัดฟันสู้อยู่ไม่ยอมถอย จนการรบยุติลง ท่านมีกิริยาเศร้าซึม เพราะทราบว่า นาย ประชุม สุยสิน อดีตยุวชนทหารุ่น ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน ได้บริจาคเงินซื้อเจดีย์เล็ก ๆ มาวางไว้ พอเป็นนิมิตหมาย ครบรอบปี ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้ครูทหารและ เพื่อนยุวชนทหาร ที่ล่วงลับไปแล้ว

           ร.ท.สำราญฯ เที่ยวตามหาอดีตยุวชนทหาร ที่เคยเป็นศิษย์ได้อีกหลายคน มีนายเทพไท ใจสมคม เป็นหัวหน้า ได้ติดต่อ ขอความสนับสนุน จากผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพรหัวหน้าสำนักงานทหารผ่านศึก จังหวัดชุมพร รวบรวมเงินได้ ๒๑๔,๒๕๙ บาท แขวงการทางชุมพร อนุญาตให้ใช้สถานที่ ในรัศมีถนนริมสะพาน ท่านางสังข์ กรมศิลปากรอนุญาตให้สร้าง รูปยุวชนทหาร กับอาวุธประจำกาย ในท่าเฉียงอาวุธ ยืนอยู่บนแท่น สร้างแล้ว เสร็จเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๔ แล้วทำหนังสือ มอบให้เป็นสมบัติ ของจังหวัดชุมพร จังหวัดได้จัดใหมีพิธี วางพวงมาลา ในวันที่ ๘ ธันวาคม ของทุกปี


ภาพวาด ยุวชนทหารทำการสู้รบอย่างหนักหน่วง ต่อต้านทหารญี่ปุ่น
ที่สะพานท่านางสังข์ ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

           ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ร.ท.สำราญ ควรพันธ์ และทายาทของพันโท ถวิล นิยมแสน มอบให้ผู้อำนวยการ โรงเรียนศรียาภัย ขอให้จังหวัดทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทักท้วงว่า รูปปั้นและแท่นเล็ก ไม่สง่างาม พอที่จะเชิญผู้ใหญ่ ่ในบ้านเมือง มาทำพิธีเปิดได้ ขอให้อดีตยุวชนทหารและศิษย์เก่า โรงเรียนศรียาภัย ช่วยปรับปรุงรูปปั้นและฐาน ให้ใหญ่ขึ้นและสง่างาม กว่าเดิมเสียก่อน ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย (สนั่น ชุมวรฐานยี) ชักชวนอดีตยุวชนทหาร และศิษย์เก่าโรงเรียนศรียาภัย หลายรุ่นให้ช่วยกันหาเงินปรับปรุง อนุสาวรีย์

           กรรมการเหล่านั้น ประกอบด้วย
๑. นายสนั่น ชุมวรฐายี
๒. นายเทพไท ใจสมคม
๓. ร.ท.สำราญ ควรพันธ์
๔. พ.อ.ทวีวัฒน์ วงศ์สวัสดิ์
๕. นายวุฒินัย ชุมวรฐายี
๖. นายปรีติ วงศ์สวัสดิ์
๗. พ.ท.ประศาสน์ บุรินทร์วัฒนา
๘. พ.ท.ไพโรจน์ นาคฉัตริย์
๙. พ.อ.(พิเศษ) อรรณพ ชุมวรฐายี
๑๐.นายสมปอง ชุมวรฐายี
๑๑. นายกวี ไพรัชเวส
๑๒. พล.ต.ต.สงัด โรจนภิรมย์
๑๓. พล.ต.ต.มนัส ครุฑไชยันต์
๑๔. นายนิคม ปราชญ์นคร
๑๕. นายไสว สมบัติพิบูลย์
๑๖. นายไพฑูรย์ ธรรมวุฒิ

           กรรมการชุดนี้หาเงินกันได้ ๒๗๕,๐๐๐.-บาท จ้างช่างปฏิมากรรม ร.อ.นพดล สุวรรณสมบัติ ปั้นรูปยุวชนทหาร ขนาดเท่าครึ่งคนจริง ยืนแท่นถืออาวุธประจำกายในท่าแทงปืน (คือรูปปัจจุบัน) ขยายแท่นให้กว้างกว่าเดิม ติดโคมไฟฟ้า ๔ ดวง ๔ มุม

           ต่อมาในต้นปี ๒๕๓๒ พลตรี ทวีวิทย์ นิยมแสน บุตรชายของ พันโท ถวิล นิยมแสน บริจาคเงิน ให้จังหวัดชุมพร ๓๐๐,๐๐๐.-บาท เพื่อจัดซื้อที่ดิน ด้านตะวันออกของอนุสาวรีย์ ขยายบริเวณออกไป ให้ถึงริมท่าน้ำ แต่เจ้าของที่ดินไม ่ยอมขาย จึงเปลี่ยนเป็นใช้เงินจำนวนนี้ ขยายฐาน ปรับปรุงพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น ได้ให้กรมยุทธศึกษาทหารบก ออกแบบฐานอนุสาวรีย์ เริ่มสร้างฐานใหม่ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๒ ในปีนั้น เกิดขัดข้องด้วยภัยธรรมชาติ คือ พายุใต้ฝุ่นและน้ำท่วม การก่อสร้างล่าช้า เพิ่งแล้วเสร็จ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๓ นอกจากนี้ ร.ท.สำราญ ควรพันธ์ กับ พ.อ.สุเทพ ควรพันธ์ ได้สร้างศาลาที่พักริมทาง ไว้อีกหลังหนึ่งด้วย

           ครั้นอนุสาวรีย์สร้างเสร็จสมบูรณ์ ตามรูปแบบ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ( นายกนก ยะสารวรรณ) ให้หน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้อง ถมและปรับพื้นที่รอบๆ อนุสาวรีย์ ตัดถนน ปลูกดอกไม้ และปลูกต้นไม้ในบริเวณ เพื่อทำพิธีเปิด ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๓ อนุสรณ์สถานของผู้กล้าหาญ ทั้งหลายมีมูลที่มา ดังพรรณนามาโดยสังเขปแล้วนี้เพื่อระลึกถึงวีรกรรม ของยุวชนทหาร ที่ได้เข้าร่วมกับทหารกองประจำการ ตำรวจและประชาชน ทำการสู้รบ ต่อต้านทหารญี่ปุ่น ซึ่งยกพลขึ้นบก ตามจังหวัดชายทะเลของไทย เมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ วันดังกล่าวของทุกปี จึงได้รับการยกย่องเป็น วันยุวชนทหาร กองทัพบกเล็งเห็นว่า นักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งพัฒนามาจาก ยุวชนทหารในอดีต ได้รับการฝึกและภารกิจเดียวกันคือ เป็นกำลังสำรอง ของประเทศ สนับสนุนกำลังประจำการ ในยามบ้านเมืองคับขัน จึงอนุมัติให้ วันที่ ๘ ธันวาคม ของทุกปีเป็น วันนักศึกษาวิชาทหาร และให้กระทำพิธี ชุมนุมสวนสนามนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปี ในวันที่ ๘ ธันวาคม พร้อมกันทั่วประเทศ

           ที่มา : หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง

  • หลักสูตรและการเรียนการสอน
  •  
เป้าหมายของการฝึกนักศึกษาวิชาทหารในแต่ละชั้นปี 
  • ชั้นปีที่ 1 และ 2 ให้นักศึกษาวิชาทหาร มีความรู้วิชาทหารเบื้องต้นในระดับลูกแถว เพื่อให้บังเกิดความมีระเบียบวินัยเสริมสร้างบุคลิกลักษณะทหาร สามารถใช้อาวุธประจำกายและทำการยิงอย่างได้ผล
  • ชั้นปีที่ 3 ให้นักศึกษาวิชาทหาร มีความรู้วิชาทหารในระดับผู้บังคับหมู่เพื่อให้มีความพร้อม ในการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยในการปฏิบัติการรบในแบบ และการรบนอกแบบ
  • ชั้นปีที่ 4 ให้นักศึกษาวิชาทหาร มีความรู้วิชาทหารในระดับรองผู้บังคับหมวดเพื่อให้มีความพร้อม ในการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยในการปฏิบัติการรบในแบบ และการรบนอกแบบ
  • ชั้นปีที่ 5 ให้นักศึกษาวิชาทหาร มีความรู้วิชาทหารในระดับผู้บังคับหมวดเพื่อให้มีความพร้อม ในการควบคุมบังคับบัญชาหน่วยในการปฏิบัติการรบในแบบ และการรบนอกแบบ

การฝึกวิชาทหารดังกล่าว ถ้ามีการละเว้นการเรียน 1 ปีโดยไม่แจ้งลาพักเข้ารับการฝึก จะถือว่าสิ้นสุดสภาพความเป็นนักศึกษาวิชาทหารไม่สามารถเข้ารับการฝึกในชั้นปีต่อไปได้[16]

[แก้] นักศึกษาวิชาทหาร ในส่วนของกองทัพบก

นักศึกษาวิชาทหารในส่วนของกองทัพบกสามารถแบ่งออกได้ 5 เหล่าคือ

  1. เหล่าทหารราบ
  2. เหล่าทหารม้า
  3. เหล่าทหารปืนใหญ่
  4. เหล่าทหารสื่อสาร
  5. เหล่าทหารช่าง

การเรียนการสอนนักศึกษาวิชาทหารแบ่งออกเป็นภาคที่ตั้งและภาคสนาม

ภาคที่ตั้ง 

หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) กำหนดให้หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารในส่วนกลางทำการฝึก 20 สัปดาห์ ทั้งหมด 80 ชม. ในชั้นปีที่ 4 และ 5 นั้นจะมีการฝึกศึกษาวิชาเหล่าใน 40 ชม.หลัง และสำหรับส่วนภูมิภาค (มทบ. และ จทบ.) จะทำการฝึกภาคที่ตั้งในช่วงปิดภาคต้นของสถานศึกษาปกติ

ภาคสนาม 

1.นักศึกษาวิชาทหารชาย

  • ชั้นปีที่ 2 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกตามที่ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารประจำ จทบ. มทบ. อย่างน้อย 3 วัน 2 คืน
  • ชั้นปีที่ 3 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกตามที่ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารประจำ จทบ. มทบ. อย่างน้อย 5 วัน 4 คืน
  • ชั้นปีที่ 4 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี อย่างน้อย 7 วัน 6 คืน
  • ชั้นปีที่ 5 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี อย่างน้อย 7 วัน 6 คืน

2.นักศึกษาวิชาทหารหญิง

  • ชั้นปีที่ 2 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกตามที่ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารประจำ จทบ. มทบ. อย่างน้อย 3 วัน 2 คืน
  • ชั้นปีที่ 3 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกตามที่ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหารประจำ จทบ. มทบ. อย่างน้อย 3 วัน 2 คืน
  • ชั้นปีที่ 4 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี อย่างน้อย 5 วัน 4 คืน
  • ชั้นปีที่ 5 ทำการฝึกภาคสนาม ณ ค่ายฝึกเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี อย่างน้อย 5 วัน 4 คืน
หลักสูตรพิเศษ 

ปัจจุบัน มีการฝึกหลักสูตรพิเศษ เช่น การกระโดดร่มแบบพาราเซล สำหรับนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 โดยมีการฝึกภาคที่ตั้งและภาคสนามเพิ่มเติมจากหลักสูตรปกติ

[แก้] นักศึกษาวิชาทหาร ในส่วนกองทัพเรือ (ราชนาวี)

สังกัดกองการกำลังพลสำรอง กรมกำลังพลทหารเรือ โดย กพส.กพ.ทร.ได้ประสานกับ นรด.เพื่อจัดหานักศึกษาวิชาทหารที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ของกองทัพเรือหรือเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 1 ในส่วนของกองทัพเรือ (สมุดประจำตัวทหารกองหนุน หรือ สด.8 เป็นเล่มสีน้ำตาล) เข้ารับการศึกษาวิชาทหารในชั้นปีที่ 4 โดยแต่ละปีการศึกษาจะรับนึกศึกษาวิชาทหารประมาณ 90 นาย

พ.ศ. 2552 การฝึกนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 ในส่วนของกองทัพเรือเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก[17] ซึ่งจะขยายการฝึกจนครบทั้ง 5 ชั้นปีเช่นเดียวกับนักศึกษาวิชาทหารในส่วนของกองทัพบก แต่ยังเปิดรับนักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จการฝึกชั้นปีที่ 3 ในส่วนของกองทัพบกที่ประสงค์โอนย้ายมาฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 4 ในส่วนของกองทัพเรือไปจนถึงปีการศึกษา 2554

พ.ศ.2555 เป็นต้นไป การรับนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 จะรับสมัครนักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 3 จากกองทัพเรือเป็นเกณฑ์หลัก

การรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4

  1. เป็นผู้ที่สำเร็จวิชาทหารชั้นปีที่ 3 และปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 1 (สมุด สด.8 สีน้ำตาล)
  2. ถ้าผู้เข้าศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 ไม่ครบตามจำนวน จะพิจารณาจากนักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จชั้นปีที่ 3 ในส่วนของกองทัพบก (สมุด สด.8 สีเขียว) ในเขตพื้นที่จังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
  3. เมื่อปฏิบัติตามข้อที่ 2 ไม่ครบตามจำนวน จะพิจารณานักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จชั้นปีที่ 3 ในส่วนของกองทัพบก (สมุด สด.8 สีเขียว) นอกเขตพื้นที่จังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

นักศึกษาวิชาทหารในส่วนของกองทัพเรือสามารถแบ่งออกได้ 2 พรรค 3 หน่วย คือ

  1. พรรคนาวิน สังกัด กองเรือยุทธการ (กร.) เปิดรับทุก ๆ ปี ปีละประมาณ 45 นาย
  2. พรรคนาวิกโยธิน สังกัด หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) เปิดรับปีเว้นปี ปีละประมาณ 45 นาย
  3. พรรคนาวิน สังกัด หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) เปิดรับปีเว้นปี (สลับกับ นย.) ปีละประมาณ 45 นาย

การฝึกภาคสนาม/ทะเล

  1. นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 จะเข้ารับการฝึกเป็นเวลา 7 วัน ที่กองการฝึก กองเรือยุทธการ (กฝร.)[18]
  2. นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 5 จะแยกฝึกตามสังกัดของตน (กร., นย. หรือ สอ.รฝ.) โดยใช้เวลาฝึก 17 วัน[18]
  3. หลักสูตรก่อนการแต่งตั้งยศเป็น ว่าที่เรือตรี ณ ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ศฝ.นย.) เป็นเวลา 15 วัน [19]

[แก้] นักศึกษาวิชาทหาร ในส่วนของกองทัพอากาศ

ปีการศึกษา 2549 กรมกำลังพลทหารอากาศได้รับอนุมัติจากกองทัพอากาศ เปิดการฝึกนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 และจะเปิดการฝึกครบทั้ง 5 ชั้นปี ในปีการศึกษา 2553 โดยกองทัพอากาศต้องการเน้นเฉพาะการฝึกนักศึกษาวิชาทหารเพื่อเป็นกำลังพลสำรองในส่วนช่างเทคนิค เพื่อชดเชยกำลังหลักในส่วนดังกล่าวที่ขาดแคลน โดยจะคัดเลือกเฉพาะนักศึกษาวิชาทหารที่สถานศึกษามีที่ตั้งใกล้เคียงกับกองบัญชาการกองทัพอากาศกรุงเทพมหานคร และเปิดสอนในด้านช่างเทคนิค ซึ่งได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี โรงเรียนเซนต์จอห์นโปลิเทคนิค

[แก้] สิทธิที่นักศึกษาวิชาทหารจะได้รับ

[แก้] การแต่งกาย

นักศึกษาวิชาทหารมีสิทธิแต่งเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหารได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักศึกษาวิชาทหารและเครื่องแบบผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหาร พ.ศ. 2521

[แก้] การยกเว้นตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการ

นักศึกษาวิชาทหารที่อยู่ระหว่างการเข้ารับการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรของกระทรวงกลาโหม ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2503 มีสิทธิได้รับการยกเว้นการเรียกมาตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการในยามปกติ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497

[แก้] การเข้ารับราชการทหารกองประจำการ

บุคคลชายผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด มีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน[20]

  • นักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จชั้นปีที่ 1 มีสิทธิเข้ารับราชการทหารกองประจำการ 1 ปี 6 เดือน หรือร้องขอสมัครใจเป็น 1 ปี
  • นักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จชั้นปีที่ 2 มีสิทธิเข้ารับราชการทหารกองประจำการ 1 ปี หรือร้องขอสมัครใจเป็น 6 เดือน
  • นักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จชั้นปีที่ 3 มีสิทธิได้รับการขึ้นทะเบียนกองประจำการและปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 1[21] (ได้รับยกเว้นการเข้ารับราชการทหารกองประจำการ )[22]

[แก้] การเพิ่มคะแนนพิเศษ

นักศึกษาวิชาทหารมีสิทธิได้รับการเพิ่มคะแนนพิเศษ เมื่อสอบเข้าโรงเรียนทหาร ตามข้อบังคับ กห.ว่าด้วยโรงเรียนทหาร พ.ศ. 2492 คือ

  • สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 1 เพิ่มให้ร้อยละ 3
  • สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 2 เพิ่มให้ร้อยละ 4
  • สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 3 เพิ่มให้ร้อยละ 5
  • สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 4 เพิ่มให้ร้อยละ 6
  • สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 5 เพิ่มให้ร้อยละ 7

[แก้] การแต่งตั้งยศทหาร

การแต่งตั้งยศทหารของนักศึกษาวิชาทหารผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหาร (ในส่วนของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ) ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการแต่งตั้งยศทหาร พ.ศ. 2507 ระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการแต่งตั้งยศผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรของกระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2524 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการแต่งตั้งยศผู้สำเร็จการฝึกวิชาทหารตามหลักสูตรของกระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2537 ดังต่อไปนี้ [23]

ระดับการศึกษาที่สำเร็จ
(วิชาทหารตามหลักสูตรของ กห.)
ระดับการศึกษาที่สำเร็จ
(วิทยฐานะ ศธ.รับรอง)
ยศทหาร
ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ
อักษรย่อ
ทบ. ทร. ทอ.
ชั้นปีที่ 1 มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า สิบตรี จ่าตรี จ่าอากาศตรี ส.ต. จ.ต. จ.ต.
  อนุปริญญาหรือเทียบเท่า – ปริญญาตรี สิบโท จ่าโท จ่าอากาศโท ส.ท. จ.ท. จ.ท.
ชั้นปีที่ 2 - สิบตรี จ่าตรี จ่าอากาศตรี ส.ต. จ.ต. จ.ต.
  มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า สิบโท จ่าโท จ่าอากาศโท ส.ท. จ.ท. จ.ท.
  อนุปริญญาหรือเทียบเท่า – ปริญญาตรี สิบเอก จ่าเอก จ่าอากาศเอก ส.อ. จ.อ. จ.อ.
ชั้นปีที่ 3 - สิบโท จ่าโท จ่าอากาศโท ส.ท. จ.ท. จ.ท.
  มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า สิบเอก จ่าเอก จ่าอากาศเอก ส.อ. จ.อ. จ.อ.
  อนุปริญญาหรือเทียบเท่า – ปริญญาตรี จ่าสิบตรี พันจ่าตรี พันจ่าอากาศตรี จ.ส.ต. พ.จ.ต. พ.อ.ต.
ชั้นปีที่ 4 - จ่าสิบตรี พันจ่าตรี พันจ่าอากาศตรี จ.ส.ต. พ.จ.ต. พ.อ.ต.
  อนุปริญญาหรือเทียบเท่า จ่าสิบโท พันจ่าโท พันจ่าอากาศโท จ.ส.ท. พ.จ.ท. พ.อ.ท.
  ปริญญาตรี จ่าสิบเอก พันจ่าเอก พันจ่าอากาศเอก จ.ส.อ. พ.จ.อ. พ.อ.อ.
ชั้นปีที่ 5 - จ่าสิบเอก พันจ่าเอก พันจ่าอากาศเอก จ.ส.อ. พ.จ.อ. พ.อ.อ.
  อนุปริญญาหรือเทียบเท่า – ปริญญาตรี ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี ร.ต. ร.ต.(ชื่อ) ร.น. ร.ต.
หลักสูตรฝึกเลื่อนยศ(สูงสุด)   พันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรี พ.ต. น.ต.(ชื่อ) ร.น. น.ต.

หมายเหตุ 1 : ยศทหารชั้นสัญญาบัตรที่มิได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร ให้มีคำว่า “ว่าที่” นำหน้ายศนั้น ๆ

หมายเหตุ 2 : เมื่อได้รับการแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตรแล้วให้ปลดเป็นนายทหารสัญญาบัตรกองหนุน(ไม่มีเบี้ยหวัด) หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารประทวน ซึ่งทั้งสองกรณีให้ปลดเป็นทหารกองหนุน ประเภทที่ 1 เช่นเดีัยวกัน

หมายเหตุ 3 : เมื่อสมัครสอบคัดเลือกและได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหาร การแต่งตั้ง การเลื่อนหรือลดตำแหน่ง การย้าย การโอน การเลื่อนชั้นเงินเดือน…ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉับบที่ 7 พ.ศ. 2551  ส่วนการแต่งตั้งยศทหารให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนดตามพระราชบัญญัติยศทหาร พ.ศ. 2479  (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2494 และ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2505

รายนามผู้บังคับบัญชา ทำเนียบเจ้ากรม

กรมการรักษาดินแดน1.พลเอก สุทธิ สุทธิสารณกร พ.ศ. 2491 – 2491
2.พลโท ขุนศิลป์ศรชัย พ.ศ. 2491 – 2492
3.พลตรี จำรัส จำรัสโรมรัน พ.ศ. 2492 – 2494
4.พลโท ขุนศิลป์ศรชัย พ.ศ. 2494 – 2495
5.พลโท สุรใจ พูลทรัพย์ พ.ศ. 2495 – 2506
6.พลโท พิศิษฐ์ ฉายเหมือนวงศ์ พ.ศ. 2506 – 2507
7.พลโท บุญชัย บำรุงพงศ์ พ.ศ. 2507 – 2508
8.พลโท ยุทธ สมบูรณ์ พ.ศ. 2508 – 2513
9.พลโท อุทัย ฉายแสงจันทร์ พ.ศ. 2513 – 2515
10.พลโท พนม โชติพิมาย พ.ศ. 2515 – 2517
11.พลโท แสวง ขมะสุนทร พ.ศ. 2517 – 2519
12.พลโท เอื้อม จิระพงศ์ พ.ศ. 2519 – 2522
13.พลโท ณรงค์ฤทธิ์ มหารักขะกะ พ.ศ. 2522 – 2523
14.พลโท เทียนชัย สิริสัมพันธ์ พ.ศ. 2523 – 2525
15.พลโท จารุ จาติกานนท์ พ.ศ. 2525 – 2528
16.พลโท วิจิตร สุขมาก พ.ศ. 2528 – 2530
17.พลโท วิโรจน์ แสงสนิท พ.ศ. 2530 – 2531
18.พลโท วชิรพล พลเวียง พ.ศ. 2531 – 2533
19.พลโท อารียะ อุโฆษกิจ พ.ศ. 2533 – 2534
20.พลโท อานุภาพ ทรงสุนทร พ.ศ. 2534 – 2535
21.พลโท ยุทธพันธุ์ มกรมณี พ.ศ. 2535 – 2536
22.พลโท ประยูร มีเดช พ.ศ. 2536 – 2538
23.พลโท การุญ ฉายเหมือนวงศ์ พ.ศ. 2538 – 2540
24.พลโท พนม จีนะวิจารณะ พ.ศ. 2540 – 2542
25.พลโท หาญ เพไทย พ.ศ. 2542 – 2543
26.พลโท เกรียงไกร เจริญศิริ พ.ศ. 2543 – 2544
27.พลโท จำลอง บุญกระพือ พ.ศ. 2544
[แก้] ทำเนียบเจ้ากรม กรมการกำลังสำรองทหารบก1.พลตรี เหรียญ ดิษฐบรรจง พ.ศ. 2513 – 2519
2.พลตรี จิตต์กวี เกษะโกมล พ.ศ. 2519 – 2521
3.พลตรี มานะ รัตนโกเศศ พ.ศ. 2521 – 2524
4.พลตรี ศิริชัย ลักษณียนาวิน พ.ศ. 2524 – 2526
5.พลตรี ปัญญา ขวัญอยู่ พ.ศ. 2526 – 2528
6.พลตรี ปราโมทย์ ระงับภัย พ.ศ. 2528 – 2531
7.พลตรี อุทัย ชุณหเพสย์ พ.ศ. 2531 – 2534
8.พลตรี สุพจน์ เกิดชูชื่น พ.ศ. 2534 – 2537
9.พลตรี บรรจบ จูภาวิง พ.ศ. 2537 – 2541
10.พลตรี ศักดิ์สิน ทิพย์เกษร พ.ศ. 2541 – 2544
[แก้] ทำเนียบผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง1.พลโท จำลอง บุญกระพือ พ.ศ. 2544 – 2545
2.พลโท ชาญวิช ศรีธรรมวุฒิ พ.ศ. 2545 – 2546
3.พลโท ศักดิ์สิน ทิพยเกษร พ.ศ. 2546 – 2547
4.พลโท วิชญ ไขรัศมี พ.ศ. 2547 – 2548
5.พลโท อาทร โลหิตกุล พ.ศ. 2548 – 2549
6.พลโท มนตรี สังขทรัพย์ พ.ศ. 2549 – 2549
7.พลโท สมเกียรติ สุทธิไวยกิจ พ.ศ. 2549 – 2551
8.พลโท สิงห์ศึก สิงห์ไพร พ.ศ. 2551- 2552
[แก้] ทำเนียบผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(ปัจจุบัน)1.พลโท สิงห์ศึก สิงห์ไพร พ.ศ. 2552 – 2552
2.พลโท ธนดล เผ่าจินดา พ.ศ. 2552 – 2554
3.พลโท ชูเกียรติ เธียรสุนทร พ.ศ. 2554 – ปัจจุบัน

การฝึกที่เขาชนไก่

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s